สมัครตัวละครนักเรียน รรลบ. ขั้นที่2 - สอบสัมภาษณ์
posted on 09 Mar 2011 22:35 by himekorin in Cubic-schoolบุคคลที่สัมภาษณ์
น.ส. ร้อยราตรีปรติวราวุทธ (มิดไนท์)
นาย เพียงพิทักษ์ หวังวิชชา (เพียง)
น.ส. เอกธิตา แจ่มกรุณา (ครูเอก)
นายแกล้วกล้า อนันตกาล (พี่กล้า)
วันศุกร์ 18 มีนาคม 2554
แดดดี ลมพัดเล็กน้อย เด็กสาวคนหนึ่งก้าวเท้าลงจากอาคาร 3 โรงเรียนลูกบาศก์อย่างงงๆ ปนตั้งตัวไม่ทัน ถึงเธอจะเคยได้ยินมาว่าโรงเรียนนี้มีการสอบสัมภาษณ์ที่แปลกที่สุดในประเทศไทย แต่ครั้งแรกที่รู้วิธีสัมภาษณ์จากปากของ ผอ. โรงเรียนนี้เล่นเอาแพรอรุณตั้งตัวไม่ทัน
“สัมภาษณ์คนในโรงเรียนมาให้หน่อยละกันนะ เอานิดๆหน่อยก็พอ” คำพูดนี้ยังก้องอยู่ในหูของเธอ แถมมีการกำชับว่า “จัดการเสร็จแล้วช่วยเอามาส่งที่นี่ด้วยนะ”
แพรอรุณเงยหน้าขึ้นมองชั้นบนสุดของอาคารสามอีกครั้ง หอสังเกตการณ์ตอนนี้มีบุคคลที่เรียกตนเองว่า ผอ. ใส่หน้ากากมีตากลมๆ 2 ข้าง โบกมือออกจากตัวเป็นสัญญาณว่า “ไป๊ ไปสัมภาษณ์ให้เสร็จซะสิ” กำลังมองดูเธออยู่
เอ้า ว่าไงก็ว่าตามกัน ยังไงก็สบายกว่าการสอบสัมภาษณ์ที่เราถูกสัมภาษณ์อยู่ดี
เด็กสาวคิดได้เช่นนั้นแล้วก็สาวเท้าต่อไป งานชิ้นใหญ่ถูกโยนมาให้เธอเสียแล้ว แต่เธอก็จะทำให้ดีที่สุด
10.10 น.
สวนกลาง
“ง่ะ หลงทางซะแล้วสิ” แพรอรุณแอบบ่นกับตัวเองไม่ได้ที่เดินไม่รู้ทิศรู้ทาง หลงเข้ามาที่ไหนก็ไม่รู้ แถมแผนที่โรงเรียนก็ไม่มีเสียด้วย
แพรอรุณกวาดตามองไปรอบๆ หาปฏิกิริยาของสิ่งมีชีวิตในบริเวณนี้นอกจากเธอ......
“ทำไมไม่มีใครอยู่เลยน้า หรือว่าเรามาเช้าเกินไป ยังไม่มีใครมาเลยงั้นหรือ โฮ...สัมภาษณ์ก็ไม่เจอใคร แถมหลงทางอีก โอ้ย ซวยจริง”
ฉับพลันเธอก็มองเห็นม้านั่งหินตรงมุมตึกห่างออกไป ชายแขนเสื้อนักเรียนสีขาว!!! มีคนอยู่ที่นี่!!
จะปาฏิหาริย์หรือคนอยู่ไม่ถูกที่ถูกเวลาก็ไม่รู้ล่ะ แต่เรารอดแล้ว เธอคิดในใจพลางจ้ำอ้าวทันที
ลักษณะการพูดบวกกับน้ำเสียงไม่มั่นใจแบบแปลกๆยิ่งกระตุ้นแพรอรุณยิ่งขึ้น งั้นถือโอกาสสัมภาษณ์ไปเลยก็แล้วกัน
“ค่ะ เป็นนักเรียนใหม่ปีนี้ค่ะ เอ่อ.... พี่... ชื่ออะไรคะ” ไม่รอช้า แพรอรุณรุกด้วยคำพูดเบสิค
"เอ่อ ร้อยราตรีค่ะ ...ร้อยราตรี ปรติวราวุธ"
“ขอเรียกชื่อเล่นได้มั้ยคะ พี่ร้อยราตรี” ร้อยราตรีถูกรุกอีกครั้ง ทั้งคำพูดทั้งน้ำเสียง ทำเอาร้อยราตรีไม่กล้าที่จะปฏิเสธ
“อะ...ดะ..ได้สิ ชื่อเล่นพี่ชื่อมิดไนท์ แต่..ว่าแต่ น้องชื่ออะไรล่ะ พี่ยังไม่รู้จักเลย”
“อ้าว แฮ่ๆ ตื่นเต้นทีไร อดไม่ได้เลย หนูชื่อ แพรอรุณ ดารามณี ค่ะ ชื่อเล่นชื่อ เท็น”
"อ..เอ้อ...คือ...แล้วน้องจะไปที่ไหน..เป็นพิเศษรึเปล่าคะ" ในใจของร้อยราตรีตอนนี้กำลังสับสนกับคำพูดของตัวเอง (เอ๊ะ พูดไปอย่างนี้ น้องเขาจะคิดว่าเรากำลังไล่เขาทางอ้อมอยู่รึเปล่านะ แย่แล้ว ถ้าเป็นยังงี้แล้วจะทำยังไงดี)
น่าดีใจที่เท็นไม่ได้ยินที่ร้อยราตรีคิด เธอไม่มีอาการสงสัยในคำพูดของเธอแม้แต่นิด
“ตอนนี้หนูอยากมาที่นี่แล้วค่ะ เอ่อ..พี่มิดไนท์ หนูขอสัมภาษณ์พี่เลยจะได้มั้ยคะ”
“อ๋อ สัมภาษณ์ ได้ๆ ได้จ้ะ”
แพรอรุณยังไม่รอฟังคำยืนยันจนจบ หยิบกระดาษจดแบบร้อยห่วงด้านบนออกมา ปากกาจรดลงบนกระดาษอย่างคล่องแคล่ว ทำเอาร้อยราตรีนึกถึงรุ่นพี่ของเธอคนหนึ่งที่อยู่สำนักข่าวประจำโรงเรียน
“งั้น พี่มิดไนท์ชอบกิจกรรมอะไรในโรงเรียนมากที่สุดคะ?” คำถามของรุ่นน้องฉุดเธอขึ้นจากภวังค์ทันใด เธอทำคิ้วขมวดและเอียงคอเล็กน้อย บ่าทั้งสองข้างของเธอสั่นนิดๆตามแรงสั่นจากมือ เธอขบคิดอยู่ไม่นานก็ได้คำตอบ “พี่..ชอบอ่านหนังสืออยู่ในที่เงียบๆ ลมพัดเย็นๆ ก็..พอแล้วล่ะ”
“พอแล้วหรอคะ?” แพรอรุณย้ำถามอีกครั้ง สายตาพยายามสบตากับรุ่นพี่ที่นั่งอยู่ตรงข้าม เจ้าตัวพยายามหลบตาเธออยู่ เพียงแต่ว่าแพรอรุณแอบกรอกตาตามสายตาของรุ่นพี่ ข้อมูลข่าวสารที่แท้จริงต้องผ่านการกลั่นกรองและวิเคราะห์เสียก่อนสิ เท็น แค่นี้น่ะ คงไม่ใช่สิ่งที่คนเราพึงพอใจได้หรอก
“"อ..อื้อ จ้ะ" ร้อยราตรียืนยันพร้อมสีหน้าที่หม่นลง
“งั้น พอเท่านี้ละกันนะคะ” แพรอรุณพอดูออกว่า ไม่ควรเซ้าซี้ปากกว่านี้ การเซ้าซี้อาจสะกิดแผลใจของเด็กสาวได้ “แต่หนูขออะไรอย่างนึงได้มั้ยคะ”
“หะ..เอ่อ อะไรเหรอ น้องเท็น” ร้อยราตรีกล้าๆกลัวๆ คนที่กล้าขอร้องคนอื่นตั้งแต่วันแรกที่พบกัน ดูจะไม่สมควรเสียเท่าไหร่ แต่เด็กคนนี้กลับทำได้หน้าตาเฉย
“หนูขอให้พี่มิดไนท์ช่วยตั้งใจฟังที่หนูจะพูดต่อไปนี้ได้มั้ยคะ”
“เอ่อ...ก็ได้นะ” ร้อยราตรีตอบพลางคิดในใจว่า เผลอตอบรับไปซะแล้ว
ร้อยราตรีพยายามเค้นสมาธิรับฟัง สิ่งที่จำเป็นต้องขอร้องให้รับฟัง มันคงเป็นเรื่องคาขาดบาดตาย เป็นเรื่องสำคัญมากแน่นอน ไม่เช่นนั้น การขอร้องเช่นนี้ ดูจะเป็นเรื่องเสียมารยาทเหลือเกิน
“ฟังดีๆนะคะ หนูจะพูดให้ฟังเพียงครั้งเดียวนะ” พูดจบแพรอรุณก็สูดหายใจเข้าลึกๆ ฝ่ายมิดไนท์ก็นั่งตัวเกร็ง ตัวสั่นน้อยๆ
“หนูใช้เวทย์มนต์ได้ค่ะ” เธอพูดสั้นๆ ทำเอาร้อยราตรีหายใจกระตุกไปห้วงหนึ่ง สายตาของแพรอรุณส่อแววตั้งใจมาก มากเสียจนแพรอรุณรู้สึกกดดันมากขึ้นทุกที
“เวทย์มนต์ของหนู ต้องมีสิ่งตอบแทนค่ะ ไม่ใช่สิ่งที่จะบันดาลได้ทุกสิ่ง โดยไม่ต้องเสียอะไรเลย”
“เวทย์มนต์นี้ ต้องใช้สัตว์ที่ไม่แก่ค่ะ”
“ห๊ะ... สัตว์ที่ไม่แก่....” ร้อยราตรีคิดหนัก
“แม่ไก่ค่ะ เพราะผันยังงี้ แม่ไก่ ไม่แก่ ค่ะ” คำตอบนี้ทำเอาร้อยราตรคีอึ้งไปครู่หนึ่ง จู่ๆมุมปากของเธอก็ยกขึ้น
“ฮะ ฮะ ฮ่ะ ฮ่าๆ ฮิฮิ... อุ้บ ฮ่าๆๆ” เธอหัวเราะออกมาอย่างหยุดไม่อยู่
“แฮ่ๆ นี่เป็นเวทย์มนต์ทำให้คนหัวเราะค่ะ” แพรอรุณแบไต๋ออกมาในที่สุด
“ทีหลังไม่เอานะคะ ทำหน้าตาเศร้าอย่างนั้น พี่มิดไนท์หน้าตาน่ารักออก ถ้าหัวเราะอย่างนี้จะยิ่งน่ารักขึ้นอีกนะคะ งั้น หนูขอตัวล่ะค่ะ บ๊ายบาย” แพรอรุณออกตัววิ่งอย่างรวดเร็ว เธอทำเรื่องไร้มารยาทกับรุ่นพี่ลงไปเสียแล้ว เธอไม่อยากรู้ว่ารุ่นพี่ที่เธอสนใจอยู่จะชอบการกระทำนี้หรือไม่ ชิ่งหนีไว้ก่อนย่อมปลอดภัยกว่า
ร้อยราตรีเพิ่งรู้สึกตัวว่า ตนเองไม่ได้ยิ้มแบบเจื่อนๆอย่างที่เคยทำมาตลอด เธอกำลังหัวเราะออกมาอย่าเป็นธรรมชาติ เหมือนในอดีตก่อนเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้น
“อ้าว...แล้ว น้องเขาจะรู้ทางมั้ยเนี่ย” พูดแล้วร้อยราตรีก็ยิ้มเจื่อนๆอยู่คนเดียว
***********************************
10.30 น.
ห้องซ่อมบำรุง
แพรอรุณวิ่งหนีร้อยราตรีออกมาโดยไม่รู้เหนือรู้ใต้ มาจนถึงห้องซ่อมบำรุงข้ามสระว่ายน้ำ เมื่อเห็นว่าไม่มีใครตามมาก็หยุดนั่งพิงกำแพงห้องซ่อมบำรุง เหยียดขาทั้งสองออก นั่งพักหอบเบาๆ
ชายหนุ่มสองคน กำลังช่วยกันลากรถเข็นที่มีเครื่องถ่ายเอกสารมาที่ห้องซ่อมบำรุงเพื่อซ่อมแซมและตรวจสภาพประจำปี ชายคนหนึ่งแต่งตัวด้วยชุดช้อป หน้าตากวนๆ กับอีกคนที่ใส่เสื้อเชิ้ตแขนสั้น กางเกงสแลค ไม่ผูกเนคไท ทั้งสองพูดคุยกันด้วยเรื่องสัพเพเหระมาเรื่อยๆ ทั้งสองหยุดพูดคุยกันเมื่อมาถึงหน้าประตูห้องซ่อมบำรุง ทั้งคู่หันมองหน้ากันก่อนที่คนที่ใส่ชุดช้อปเอ่ยขึ้นมาก่อน
“น้องๆ มาทำอะไรตรงนี้เนี่ย”
แพรอรุณเงยหน้ามองชายหนุ่มทั้งสอง “ที่นี่ตรงไหนคะเนี่ย หนูหลงทางแล้วค่ะ”
ชายหนุ่มอีกคนตอบ “นี่ห้องซ่อมบำรุง พวกเราเอาเครื่องถ่ายเอกสารมาซ่อมบำรุงกัน แล้วน้องเป็นใครล่ะ”
“หนูเป็นนักเรียนใหม่ค่ะ หลงเข้ามาจนถึงตรงนี้ ไม่รู้จะไปไหนแล้วค่ะ ช่วยหนูที”
“งั้นเดี๋ยวผมเอาเครื่องเอกสารไปตรวจเช็คเลยแล้วกัน พี่กล้าช่วยพาน้องไปส่งเลยแล้วกันนะพี่” ชายหนุ่มที่ใส่เสื้อช้อปตัดจบพลางทำหน้ากวนๆคล้ายจะบอกว่า เด็กหลงน่ะงานคุณนะ
“เอางั้นก็ได้ งั้นน้องตามมาที่โรงอาหารก่อนแล้วกัน" ชายหนุ่มอีกคนชักชวนแพรอรุณให้ลุกเดินไปโรงอาหาร ซึ่งเป็นที่ๆคนพลุกพล่าน คงหลงไม่ง่ายนัก
แพรอรุณเดินตามชายหนุ่มมา โดยเดินเยื้องไปทางขวาของชายหนุ่ม สายตามองลักษณะชายหนุ่มไปด้วย
รวบผมไว้ข้างหลัง ใส่แว่นตาสีชา เสื้อเชิ้ตแขนสั้น กางเกงแสลค ท่าทางภูมิฐาน ทั้งๆที่อายุยังไม่มากแท้ๆ รวมๆก็ดูมีมาด
“เอ่อ...เป็นครูหรือคะ ครูกล้า”
กล้ายิ้มพลางตอบ "เปล่า พี่ไม่ใช่ครูหรอก แค่พนักงานถ่ายเอกสารธรรมดาน่ะ แต่ก็มีคนเข้าใจผิดบ่อยๆ"
“งั้น..หนูขอสัมภาษณ์พี่เลยได้มั้ยคะ พี่กล้า”
"อือ ได้ซิ"
“ข้อแรก พี่กล้าชื่อจริงชื่ออะไรคะ”
“พี่ชื่อแกล้วกล้า อนันตกาล” ชายหนุ่มพูดสั้นๆ ได้ใจความ ไม่เยิ่นเย้อ ทำเอาเด็กสาวนึกได้ว่าต้องแนะนำตัวบ้าง
“อ้ะ ลืมแนะนำตัวเลย หนูชื่อแพรอรุณ ดารามณี ค่ะ ชื่อเล่นชื่อ เท็น ค่ะ”
“หืม ชื่อเท็น แปลกดีนะ ชื่อมีความหมายพิเศษรึเปล่าเนี่ย”
“ใช่ค่ะ มาจากภาษาญี่ปุ่น แปลว่าสวรรค์ค่ะ”
“งั้นหรอ อย่างนี้นี่เอง”
“งั้นคำถามต่อไปเลยนะคะ พี่กล้าทำไมตัวสูงจังคะ น่าอิจฉาจัง” เท็นถามพลางเงยหน้าคุยกับแกล้วกล้า ความสูงที่ต่างกันมากกว่า 1 ฟุต ดูจะเป็นอุปสรรคสำคัญในการพูดคุย ทำให้เธอยังอิจฉา
“ก็กินนมเยอะๆสิ เดี๋ยวก็สูงเอง เอ้านี่ กินสิ” กล้าพูดแล้วหยิบนมกล่องที่พกติดตัวไว้ยื่นให้ “อย่าดูถูกตัวเองว่าเราไม่สูงแล้วจะเป็นปมด้อยเลย คนตัวเล็กก็มีข้อดีของคนตัวเล็ก หาข้อดีของตัวเองให้เจอแล้วทำมันให้ดีที่สุด แค่นี้แม้เราจะตัวเล็ก แต่เราก็มีคุณค่าต่อตัวเองและผู้อื่นแล้วล่ะ”
แพรอรุณรับนมกล่องนั้นมาอย่างว่าง่าย จดคำตอบแล้วแอบจดใส่กระดาษอีกแผ่นหวัดๆไว้
พี่กล้า มองคนได้ทะลุปรุโปร่ง
.
.
.
“เอ้า ถึงแล้ว นี่ห้องสมุด พี่มาส่งแค่นี้นะ เดี๋ยวต้องกลับไปดูว่ามีใครรอถ่ายเอกสารอีกรึเปล่า แล้วจำไว้ด้วย กินนมเยอะๆ เดี๋ยวก็สูง” กล้ายิ้มน้อยๆก่อนจะเดินมุ่งหน้าไปยังอาคารฝั่งตรงข้าม
*****************************
11.30 น.
ห้องสมุด
ยามใกล้เที่ยงสุดร้อนทารุณ อากาศภายนอกร้อนเหลือใจ แต่ห้องสมุดกลับเย็นสบาย ลมเอื่อยๆจากแอร์ทำให้มีคนทยอยหนีมาหลบร้อนในห้องสมุดมากขึ้นเรื่อยๆ
แพรอรุณกำลังเพลิดเพลินกับหนังสือนิยายตรงหน้า เรื่องราวของชายหนุ่มที่ต้องจากบ้านเกิดไปสู่สมรภูมิ จากคำสั่งระดมพลของทางการ เนื่องจากประเทศของชายหนุ่มต้องการทหารเพื่อป้องกันประเทศในยามสงคราม สงครามที่ประเทศของชายหนุ่มเป็นผู้ก่อขึ้นเอง หญิงสาวคนรักของชายหนุ่มก็รอคอยที่ชายหนุ่มจะกลับมาบ้านเกิด.....
เท็นอ่านนิยายจบเล่มแล้ว แต่เรื่องราวยังไม่จบ นายายความยาวสองเล่ม เพิ่งตีพิมพ์ไปเพียงเล่มเดียว เธอถอนหายใจแล้วลุกขึ้นนำหนังสือไปคืนชั้นหนังสือ
ชั้นหนังสือในห้องสมุดโรงเรียนลูกบาศก์มีการจัดหมวดหมู่หนังสือแบบดิวอี้ ซึ่งนิยายของเท็นอยู่ในหมวด 890 (เป็นนวนิยายแปลจากภาษาญี่ปุ่น) แต่ตอนนี้เท็นวางหนังสือไว้ที่ชั้นหมวด 800 เพราะหมวด 890 อยู่สูงที่สุดของชั้นหนังสือ และเธอก็หยิบหนังสือนี้มาจากชั้น 800 เสียด้วย
หญิงสาวคนหนึ่ง เดินผ่านมาทางชั้นหนังสือนี้พอดี เมื่อเห็นว่าแพรอรุณวางหนังสือที่นำมาคืนผิดหมวดหมู่ เธอก็ถือโอกาสหยิบหนังสือเล่มนั้นแล้ววางบนชั้นหมวด 890 อย่างรวดเร็ว
หญิงสาวสูงระหง ท่าทางบุคลิกสวยสง่าเหมือนลูกเศรษฐีผู้มีมารยาทเรียบร้อย ชุดเดรสสีดำช่วยทำให้เธอดูสง่าเพิ่มขึ้นเป็นกอง
แพรอรุณยิ้มแหยๆ เหมือนคนทำผิดแล้วโดนจับได้ “ขอโทษค่ะ พอดีหนูหยิบหนังสือจากตรงนี้ เลยไม่รู้ว่ามันควรอยู่ตรงไหนน่ะค่ะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ ครูหยิบวางให้เอง ตอนแรกนึกว่าหนูวางไม่ถึง แค่เป็นเรื่องเข้าใจผิดก็ดีไปค่ะ” เธอยิ้มตอบ
“คุณเป็นคุณครูหรือคะ หนูนึกว่าเป็นนักธุรกิจหรือเศรษฐีซะอีก”
“แหม ไม่ใช่หรอกค่ะ”
“เอ่อ...ทำไมรู้ล่ะคะว่ามันต้องอยู่หมวด 890 ล่ะคะ ตอนแรกหนูนึกว่าเป็นวรรณกรรมเลยคิดว่าวาดถูกที่แล้วค่ะ”
“อ๋อ เรื่องนั้น ตรงนี้ค่ะ” เธอพูดพลางชี้ที่สันหนังสือที่เธอถือมาด้วย แถบบนของหนังสือมีรหัสหนังสือ บอกแม้กระทั่งหมวดหมู่ของหนังสือเล่มนั้นด้วย
แพรอรุณอายจนแทบอยากมุดหายไปซะให้พ้นๆ มันตำตาเธออยู่ตลอด แต่กลับไม่ได้สังเกตุแม้แต่นิด
“หนังสือเล่มนั้นก็เป็นนวนิยายแปลที่น่าอ่านนะคะ เสียดายที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียง”
“ค่ะ น่าอ่านมากเลยค่ะ น่ากลัวว่าถ้ากระแสยังไม่ดังอาจจะถูกตัดจบเอาดื้อๆ ได้นะคะ” แพรอรุณกล่าวด้วยน้ำเสียงเสียดาย
หญิงสาวทำท่าเหมือนจะขอตัว แต่แพรอรุณรีบรั้งตัวเธอไว้ก่อน
“เอ้อ..คุณครูคะ หนูขอสัมภาษณ์หน่อยได้มั้ยคะ?”
หญิงสาวทำหน้าแปลกใจเล็กน้อย แล้วก็ยิ้ม เธอพยักหน้าพยักหน้าพลางเดินนำเด็กสาวไปที่โต๊ะใกล้ๆ
“คุณครูชื่ออะไร แล้วสอนวิชาอะไรคะ”
“ครูชื่อ เอกธิดา แจ่มกรุณา เรียกว่า ครูเอกก็ได้นะคะ สอนวิชาภาษาไทย ม.5 ค่ะ แล้วหนูล่ะ”
“ชื่อแพรอรุณ ดารามณี ชื่อเล่นชื่อ เท็น ค่ะ”
“ครูสอนวิชาภาษาไทย ซึ่งหนูสังเกตุว่าคนส่วนใหญ่เห็นว่าวิชานี้ไม่มีอะไรน่าสนใจ แถมเป็นวิชาท่องจำ ทำให้น่าเบื่อด้วย ครูมีความเห็นยังไงบ้างคะ”
“จริงๆแล้ว คนทั่วไปมีความรู้ผิดๆ เกี่ยวกับวิชานี้น่ะค่ะ วิชานี้พื้นฐานอยู่ที่การจดจำ ทั้งคำศัพท์ ไวยากรณ์ ประเภทของคำต่างๆ จุดประสงค์เพื่อใช้สื่อสารได้อย่างถูกต้อง จึงต้องใช้การท่องจำมาก ผู้เรียนอาจจะรู้สึกเบื่อหน่ายได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราสามารถเปลี่ยนแปลงให้บทเรียนมีความน่าสนใจด้วยให้นักเรียนมีส่วนในการเลือกหัวข้อที่อยากฝึก และให้มีการใช้ความคิดสร้างสรรค์เพิ่มเติมในการเรียน อีกทั้งภาษาไทยยังมีหัวข้ออื่นที่เน้นการฝึกใช้ภาษาให้ถูกต้องและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เช่นการเขียนจดหมาย ร้อยกรองต่างๆด้วยนะคะ”
ครูเอกเล่าถึงแนวคิด ความเห็นในการสอนภาษาไทยในประเทศไทย ปัญหาในการสอน ข้อเสนอแนะของเธอ รวมถึงวิธีการสอนแบบ สุ จิ ปุ ลิ
เธอจะให้นักเรียนลงความเห็นเรื่องหัวข้อที่จะฝึกเขียนขึ้นเอง หรือหากเป็นการฝึกเขียนจดหมายก็จะเป็นการเขียนถึงเพื่อนที่รักหรืออวยพรผู้ใหญ่ที่นับถือเป็นต้น
นอกจากนี้เธอยังมีลูกเล่นทางการสอนอีกมากมายที่จะคิดออกมาอยู่เสมอเพื่อการ เรียนภาษาไทยที่ไม่ใช่แค่การท่องจำและเขียนให้ถูกต้องเพียงอย่างเดียวภาษามี เรื่องสนุกให้เล่นกับมันได้มากมายอยู่ที่ว่าเราจะสนใจใช้มันหรือเปล่า การใช้ภาษาไทยไม่ใช้แค่เขียนถูกแล้วจะถือว่าเป็นคนเก่งภาษาแต่ต้องรู้จักใช้ ประโยชน์จากภาษาด้วย ใช้จินตนาการให้มากในการเรียนแล้วเราจะสนุกกับมัน
แพรอรุณทึ่งในวิธีคิดและวิธีสอนที่ทำให้วิชาภาษาไทยดูน่าสนใจและน่าเรียนมากขึ้นมากมาย เธอจดในหัวข้อการสอนและแนวคิดของครูเอกอย่างย่อไว้ เธอกล่าวลากับครูเอกธิดา และขอตัวหลังจากขอบคุณในความคิดดีๆที่ครูได้ให้ไว้
“หนูพอเข้าใจแล้วค่ะ ยังมีวิธีเรียนให้น่าสนใจอยู่มากมายเลย อย่างนี้อคติที่คนส่วนใหญ่เข้าใจก็เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องสินะคะ ขอบคุณมากนะคะ คุณครู”
“ไม่เป็นไรค่ะ นักเรียน”
******************************
13.00
แนวต้นไม้ ข้างสนามฟุตบอล ใกล้อาคาร 3
เอ๊ะ เสียงขลุ่ย ทั้งเสียงใสแถมยังไม่เคยได้ยินด้วย เพลงใหม่เหรอเนี่ย อย่างนี้ขอแอบฟังคนเล่นหน่อยเถอะ
เด็กหนุ่มเจ้าของเสียงขลุ่ยกำลังหลับตาพริ้ม พิงหลังต้นไม้พลางเป่าขลุ่ย เสียงขลุ่ยจากเพลงที่แต่งเองบรรเลงออกมาไม่ขาดตอน ไม่มีจังหวะสะดุดแม้แต่นิด เสียงขลุ่ยจังหวะช้า เย็น ชวนให้รู้สึกสงบ สบายใจ แพรอรุณนั่งฟังเพลินจนเผลอหลับไป
ลมพัดมาเบาๆ เสียงเพลงหยุดไปพักหนึ่งแล้ว คราวนี้กลายเป็นเสียงเรียก กึ่งๆตะโกน น้ำเสียงอ่อนโยนแต่แฝงไว้ด้วยความกระตือรือร้น เจ้าของเสียงพยายามปลุกเด็กสาวอย่างต่อเนื่อง แม้สาวเจ้าจะไม่มีปฏิกิริยาเลยก็ตาม
เด็กหนุ่มลองโบกมือผ่านหน้าของเด็กสาว แสงแดดสลับกับเงาจากฝ่ามือรบกวนเด็กสาว ปลุกเธอขึ้นจากภวังค์
“อ๊ะ เผลอหลับไปเมื่อไหร่กันเนี่ย อ้าว รุ่นพี่ เอ่อ..พอดีเพลงเพราะมากน่ะคะ ฟังเพลินไปหน่อยเลยหลับซะได้”
อีกฝ่ายไม่พูดอะไร มองๆแล้วก็หัวเราะในคอ
ในหัวแพรอรุณมองเด็กหนุ่มอย่างพิจารณา ทว่าเธอไม่รู้ว่าควรรับมือกับคนนี้ยังไงกันแน่ รู้เพียงใบหน้าเปื้อนยิ้มตลอด มีสายรัดข้อมือสีน้ำเงิน คงไม่ใช่คนเครียดบ่อยอย่างแน่นอน
บรรยากาศเงียบงัน มีเพียงเจ้าของขลุ่ยหน้าเปื้อนยิ้มกับแพรอรุณที่นั่งทำตัวไม่ถูก คู่สนทนาไม่พูดก่อน เอาแต่มองและหัวเราะเบาๆ
“นั่งตรงนี้นานๆ เดี๋ยวก็เปื้อนหมดหรอก ย้ายไปคุยที่อื่นดีกว่ามั้ย?” ในที่สุดเขาก็พูดขึ้น น้ำเสียงชวนให้รู้สึกถึงท้องฟ้าหลังพายุผ่าน
แพรอรุณใช้มือทั้งสองวางข้างตัว ดันตัวขึ้นจากพื้น ออกเดินตามเด็กหนุ่มไปยังม้านั่งใกล้ๆ มือข้างหนึ่งขยี้ตาเพื่อให้หายง่วง
“ขอบคุณมากสำหรับเพลงนะคะ เพราะมากเลย แถมไม่เคยได้ยินมาก่อน นั่นเป็นอะไรเหรอคะ”
"เพลงแต่งเองน่ะ แต่ดูเหมือนจะใช้เป็นเพลงกล่อมหลับได้นะ ฮ่ะๆ"
อุก โดนแซวเข้าเสียแล้ว แต่งานนี้เธอไม่ยอมถูกแซวฟรีแน่ๆ เธอทำหน้ามุ่ยเล็กน้อย แสดงอาการไม่พอใจนิดๆ
“อ้าว แล้วกัน อย่าทำหน้ามุ่ยสิ” เด็กหนุ่มอ้อนวอนพลางหัวเราะเบาๆกับกิริยาของรุ่นน้อง ทำเอาเด็กสาวเกือบหัวเราะตาม
“เอ้า เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน มาสัมภาษณ์พี่ก็ได้นะ เป็นนักเรียนใหม่ไม่ใช่หรือ” เขายื่นข้อเสนอพร้อมยิ้มจนเหมือนในชีวิตของเขามีแต่ความสุข
ผลการต่อรองล้มเหลว แพรอรุณเชิดหน้าหนีไปอีกทาง ปั้นหน้ามุ่ยเพื่อทดสอบว่า เด็กหนุ่มเป็นคนอย่างไร
“โทษทีนะ โกรธเหรอ” เขาพูดน้ำเสียงอ่อนลง
แพรอรุณพอเข้าใจถึงนิสัยบางส่วนของคู่สนทนาแล้ว เธอก็ขอสัมภาษณ์ทันที หน้าตากลับมาร่าเริงทันควัน เด็กหนุ่มรู้ตัวทันทีว่า โดนแกล้งคืนเข้าแล้ว แต่ก็ไม่วายแซวต่อ “แสบจริงนะ ตัวแค่นี้”
“พี่ชื่ออะไรคะ” คำถามเรียบง่ายผุดขึ้นมานำเป็นอันดับแรก
“เพียงพิทักษ์ หวังวิชชา เรียกว่าเพียงก็ได้ แล้วเราล่ะ ชื่ออะไร”
“แพรอรุณ ดารามณี ชื่อเล่นชื่อ เท็น แล้ว พี่อยู่ชั้นไหนแล้วคะ”
“ขึ้น ม. 5 ปีนี้แหละ”
“แล้วงานอดิเรกล่ะคะ”
“ก็ ขลุ่ยนี่แหละ เดินเล่น ฟังเพลง แล้วก็เล่นเกมบ้างอะไรบ้าง”
“วิชาที่ชอบล่ะคะ”
“พี่ชอบฟิสิกส์ที่สุดนะ แต่วิชาพละก็ชอบเหมือนกัน”
“ได้ทั้งบุ๋นและบู๊สินะคะ แล้วเกมที่ว่า ชอบเกมอะไรหรอพี่ พอดีหนูก็ชอบเล่นเกมเหมือนกัน”
“อืม....” เพียงหยุดคิดเล็กน้อย “Assassin’s creed ไง รู้จักมั้ย”
“รู้จักสิคะ เกมนั้นเป็นเกมดังประจำปี 2553 เลยนะ แล้วที่ข้อมือนั่นอะไรคะ?” เท็นเปลี่ยนคำถามอย่างรวดเร็ว
“อ๋อ นี่ก็ “รักเธอประเทศไทย” ไงล่ะ สายรัดข้อมือธรรมดาๆ”
คำถามสลับคำตอบหลายข้อดังขึ้นสลับกันข้างสนามฟุตบอล แพรอรุณสัมภาษณ์เพียงพิทักษ์หลายข้อ ทั้งประเด็นต่อเนื่องกันและประเด็นที่ดูยังไงก็ไม่น่าจะถามต่อกันได้ ทั้งหมดเป็นเพราะเธอต้องการจะรู้อุปนิสัยโดยรวมของรุ่นพี่จากคำถามที่หลากหลาย
.
.
.
.
.
หลังจากพายุคำถามสงบลง แพรอรุณก็วาดสมุดจด มองไปที่เด็กหนุ่มที่ยังถือขลุ่ยไว้กับตัว ถามคำถามสุดท้าย
“คำถามสุดท้ายค่ะ ขอเพลงกระดกลิ้น ได้มั้ยคะ?”
“นั่นไม่ใช่คำถามละมั้ง” ..... “แต่ก็….” เพียงหยุดพูด ใช้ทำนองพูดออกมาแทน
เด็กสาวก็ร้องคลอไป....
เธอขอ.....
ให้ฉันพูดอีกทีได้มั้ย?
ทั้งที่เพิ่งบอกรักเธอไป
บอกไปแล้วตั้งกี่ที
เธอก็รู้.....
ฉันนั้นพูด ร. เรือ ไม่ชัด
กระดกลิ้นก็ไม่ค่อยถนัด
กลัวเธอจะเห็นแล้วขัดใจ
.....
เสียงร้องคลอกับเสียงขลุ่ย ลอยไปตามลมเอื่อยๆ แต่ทำนองยังคงชัดเจน

